มือถือและอุปกรณ์ · กลาง · ประมาณ 9 นาที
ไฟล์ถูกล็อก สำเนาออฟไลน์ช่วยได้
แรนซัมแวร์เข้ารหัสไฟล์แล้วเรียกค่าไถ่ ทางรอดที่เชื่อถือได้ไม่ใช่การจ่าย แต่คือสำเนาสำรองที่คนร้ายแตะไม่ถึง
สรุปสั้น
สรุปใน 3 บรรทัด
- แรนซัมแวร์คือมัลแวร์ที่เข้ารหัสไฟล์จนใช้งานไม่ได้ แล้วเรียกค่าไถ่แลกกับกุญแจถอดรหัส ปัจจุบันคนร้ายมักขโมยข้อมูลออกไปก่อนและขู่เผยแพร่ซ้ำอีกชั้น [1][8][17]
- ทางเข้าหลักคือฟิชชิง รหัสผ่านที่หลุด บริการรีโมตที่เปิดสู่อินเทอร์เน็ต และช่องโหว่ที่ไม่ได้แพตช์ ซึ่งสำรวจปี 2025 ของ Sophos พบว่าช่องโหว่เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ 32% [1][14]
- หน่วยงานรัฐทั้ง CISA, FBI และ NCSC ไม่แนะนำให้จ่ายค่าไถ่ เพราะไม่รับประกันว่าจะได้ข้อมูลคืน ทางที่เชื่อถือได้คือสำเนาสำรองออฟไลน์ตามหลัก 3-2-1 ที่ทดสอบกู้คืนแล้ว [1][3][7][5]
ทำสิ่งนี้ตอนนี้
- ซื้อหรือหยิบฮาร์ดดิสก์พกพาสักตัว คัดลอกไฟล์สำคัญลงไป แล้ว "ถอดออก" เก็บไว้ที่อื่น นี่คือสำเนาที่แรนซัมแวร์ลบไม่ได้ [7][1]
- เปิดยืนยันสองขั้นตอนในอีเมลและบัญชีคลาวด์ทุกบัญชี เพราะรหัสผ่านที่หลุดคือทางเข้าของแรนซัมแวร์ที่พบบ่อย [2][14]
- จดเบอร์ที่ต้องโทรเมื่อเกิดเหตุไว้บนกระดาษ ฝ่าย IT หรือคนดูแลเครื่อง สายด่วน 1441 และช่องทาง ThaiCERT เพราะตอนเกิดเหตุคอมพิวเตอร์อาจใช้ไม่ได้ [1][23][17]
1 ลองคิด
เช้าวันจันทร์ ไฟล์งานทุกไฟล์เปิดไม่ได้ นามสกุลเปลี่ยนหมด และมีไฟล์ชื่อ readme บอกให้จ่ายเงินภายใน 48 ชั่วโมง คุณจะทำอะไรเป็นอย่างแรก
ถอดสายแลนหรือปิด Wi-Fi ก่อน อย่าเพิ่งปิดเครื่อง อย่าลบไฟล์ readme แล้วไปดูว่าสำเนาสำรองที่ถอดเก็บไว้ยังอยู่ไหม
ไม่ต้องตอบใคร แค่ตอบในใจ แล้วอ่านต่อ
2 ดูสัญญาณ
เรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างไร
แรนซัมแวร์คือมัลแวร์ที่เข้ารหัสไฟล์ในเครื่องหรือทั้งระบบจนเปิดใช้งานไม่ได้ แล้วทิ้งจดหมายเรียกค่าไถ่ไว้ให้จ่ายเงิน มักเป็นเงินคริปโต เพื่อแลกกับกุญแจถอดรหัส [1][8] ปัจจุบันคนร้ายส่วนใหญ่ไม่ได้แค่ล็อกไฟล์ แต่ขโมยข้อมูลออกไปก่อน แล้วขู่ว่าจะเผยแพร่ถ้าไม่จ่าย เรียกว่าการรีดไถสองชั้น บางกลุ่มขโมยอย่างเดียวโดยไม่เข้ารหัสเลย [1] ThaiCERT อธิบายรูปแบบนี้ไว้ในการแจ้งเตือนกลุ่ม Dire Wolf เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมายและมีการลบระบบสำรองข้อมูลก่อนเข้ารหัส [17][18]
ทางเข้าไม่ได้ลึกลับอย่างที่คิด คู่มือ StopRansomware ของ CISA, FBI และ NSA จัดหมวดไว้ชัด คือช่องโหว่ของระบบที่เปิดสู่อินเทอร์เน็ต ข้อมูลล็อกอินที่หลุด อีเมลฟิชชิง มัลแวร์นำร่อง การโทรแอบอ้างเป็นฝ่าย IT และผู้ให้บริการภายนอก [1] สำรวจของ Sophos ปี 2025 ในองค์กรที่ถูกโจมตี 3,400 แห่ง พบสาเหตุหลักคือช่องโหว่ 32% และรหัสผ่านที่หลุด 23% [14]
ลองนึกภาพว่ามีคนเข้ามาในบ้าน ถ่ายรูปเอกสารทุกใบ แล้วเปลี่ยนกุญแจตู้เซฟทุกตู้ก่อนทิ้งโน้ตไว้ว่า "อยากได้กุญแจคืนต้องจ่าย ไม่งั้นจะเอารูปไปโพสต์" ถ้าคุณมีสำเนาเอกสารชุดหนึ่งเก็บไว้ที่บ้านญาติ ตู้เซฟที่ถูกล็อกก็ไม่ใช่จุดจบ นั่นคือเหตุผลที่บทนี้พูดเรื่องสำรองข้อมูลมากกว่าเรื่องมัลแวร์
เรื่องนี้ไม่ไกลตัว รายงาน DBIR 2025 ของ Verizon ที่วิเคราะห์การรั่วไหล 12,195 กรณี พบแรนซัมแวร์ใน 44% และสูงถึง 88% ในองค์กรที่ระบบ IT ยังไม่พร้อม ซึ่งมักเป็นธุรกิจขนาดเล็ก [12] FBI รับแจ้งแรนซัมแวร์ 3,156 เรื่องในปี 2024 เพิ่มขึ้น 9% [16]
เส้นทางการหลอก ทีละขั้น
-
แรนซัมแวร์มักเป็น "ขั้นสุดท้าย" ของการบุกรุกที่ค้างอยู่ก่อนแล้ว มัลแวร์นำร่องอย่าง QakBot หรือ Emotet ถูกวางไว้ก่อน แล้วคนร้ายค่อย ๆ หาบัญชีที่มีสิทธิ์สูงและระบบสำรองข้อมูล [1]
-
คนร้ายลบ shadow copy ปิดบันทึกเหตุการณ์ และไล่ล่าระบบสำรองที่เชื่อมต่ออยู่ เพื่อให้คุณไม่มีทางเลือกนอกจากจ่าย ฮาร์ดดิสก์ที่เสียบค้างและคลาวด์ที่ซิงก์อัตโนมัติถูกเข้ารหัสตามไปด้วย [17][1]
หยุดได้ตรงนี้: สำเนาที่ถอดออกจากเครื่องและเก็บไว้ที่อื่น คนร้ายลบไม่ได้ นี่คือจุดที่คุณเตรียมไว้ล่วงหน้าได้วันนี้ด้วยฮาร์ดดิสก์หนึ่งตัวและนิสัยถอดเก็บ
ใช้ปุ่มลูกศรซ้าย/ขวา หรือกดแต่ละขั้นเพื่อดูรายละเอียด
สัญญาณเตือน
- ไฟล์จำนวนมากเปิดไม่ได้หรือถูกเปลี่ยนชื่อพร้อมกัน และมีไฟล์ readme หรือข้อความเรียกค่าไถ่โผล่ในทุกโฟลเดอร์ [1][8]
- เครื่องช้าผิดปกติ ฮาร์ดดิสก์ทำงานตลอดเวลาทั้งที่ไม่ได้ใช้ หรือวอลเปเปอร์ถูกเปลี่ยนเป็นข้อความขู่ [8]
- ระบบสำรองข้อมูลหรือ shadow copy ถูกปิดหรือลบ และบันทึกเหตุการณ์ของระบบหายไป [17][1]
- โปรแกรมป้องกันเคยแจ้งพบมัลแวร์นำร่องอย่าง QakBot หรือ Emotet มาก่อน ซึ่ง CISA ถือว่าการบุกรุกยังไม่จบ [1]
- มีบัญชีผู้ใช้หรือโปรแกรมควบคุมระยะไกลใหม่ที่ไม่มีใครติดตั้ง หรือมีการล็อกอินผ่าน VPN ในเวลาแปลก ๆ [1]
- อีเมลใบแจ้งหนี้หรือเอกสารที่ขอให้ "เปิดใช้งานเนื้อหา" และสายโทรเข้าอ้างเป็นฝ่าย IT ขอรหัสผ่าน [1][11]
สัญญาณที่ชัดที่สุดคือไฟล์เรียกค่าไถ่ เมื่อเห็นแล้วให้ถือว่าจริงเสมอ และลงมือตามลำดับที่ซ้อมไว้ทันที ไม่ต้องรอให้แน่ใจ
ของจริง หรือของปลอม
อ่านตัวอย่างแล้วตัดสินใจก่อน จากนั้นกดเปิดเฉลย
ตัวอย่างเพื่อการศึกษา — ชื่อบุคคล หน่วยงาน เบอร์ และโดเมนในตัวอย่างเป็นชื่อสมมติ
อีเมล "ใบแจ้งหนี้ค้างชำระ"
จาก: บัญชี <billing@supplier-invoice.example>
ด่วน: ใบแจ้งหนี้เลขที่ INV-2291 ค้างชำระ 3 วัน
เรียนฝ่ายบัญชี โปรดเปิดไฟล์แนบเพื่อตรวจสอบรายการ หากเอกสารแสดงไม่ถูกต้อง ให้กด "เปิดใช้งานเนื้อหา" ด้านบน หากไม่ชำระภายในวันนี้จะถูกระงับบริการ
ไฟล์แนบ: INV-2291.zip
ไฟล์ readme ที่โผล่ในทุกโฟลเดอร์
ไฟล์ของคุณถูกเข้ารหัสแล้ว เราได้ดาวน์โหลดเอกสารภายในของคุณไว้ 120 GB หากไม่ติดต่อภายใน 48 ชั่วโมง ข้อมูลจะถูกเผยแพร่ ห้ามใช้โปรแกรมกู้คืนหรือเปลี่ยนชื่อไฟล์ มิฉะนั้นข้อมูลจะเสียหายถาวร
ของจริง (หรือทำแบบนี้ได้)
- นี่คือหน้าตาของจดหมายเรียกค่าไถ่จริง ถ้าเห็นแบบนี้ให้ถอดสายแลนหรือปิด Wi-Fi ทันที และอย่าลบไฟล์นี้ เพราะใช้ระบุสายพันธุ์และหาตัวถอดรหัสได้ [1][3]
- คำขู่ว่า "ขโมยข้อมูลไปแล้ว" คือการรีดไถสองชั้นที่พบทั่วไปในปัจจุบัน ไม่ได้แปลว่าต้องจ่าย [1][17]
- ขั้นต่อไปคือแจ้งคนดูแลระบบหรือ 1441 และตรวจเครื่องมือถอดรหัสฟรีที่ No More Ransom ก่อนตัดสินใจใด ๆ [10][23]
สายจาก "ฝ่าย IT" ขอรหัสผ่าน
สวัสดีครับ ผมจากทีม IT ภายนอกที่บริษัทจ้างดูแลระบบ ตอนนี้มีไวรัสระบาดในเครือข่าย ผมต้องเข้าไปตรวจเครื่องคุณด่วน ช่วยบอกรหัสผ่านเข้าเครื่อง แล้วอ่านรหัสยืนยันที่เพิ่งส่งไปให้ผมหน่อยครับ
ปลอม
- CISA จัด "การโทรแอบอ้างเป็นฝ่าย IT เพื่อเอาบัญชีพนักงาน" เป็นวิธีเข้าถึงของกลุ่มแรนซัมแวร์โดยตรง [1]
- ฝ่าย IT จริงไม่ต้องการรหัสผ่านหรือรหัสยืนยันของคุณ เพราะมีสิทธิ์ผู้ดูแลระบบอยู่แล้ว
- วางสาย แล้วโทรกลับฝ่าย IT ผ่านเบอร์ภายในที่คุณรู้จัก
3 ลองเลือก
ลองตอบ
4 วิธีรับมือ
วิธีป้องกัน
สำรองข้อมูลให้ถูกวิธี ใช้หลัก 3-2-1 คือ 3 สำเนา เก็บบน 2 ชนิดสื่อหรือ 2 ที่ และอย่างน้อย 1 สำเนาอยู่ออฟไลน์หรือนอกสถานที่ หลักนี้เผยแพร่โดย US-CERT ตั้งแต่ปี 2012 และ Microsoft ยังใช้ถ้อยคำใกล้เคียงกัน [5][6] สำเนาออฟไลน์หมายถึงถอดออกจริง ๆ ไม่เสียบค้าง เพราะแรนซัมแวร์เข้ารหัสทุกไดรฟ์ที่มันเห็น และคลาวด์ที่ซิงก์อัตโนมัติจะซิงก์ไฟล์เสียทับสำเนาดี [7][1] ที่สำคัญคือทดสอบกู้คืนเป็นประจำ สำเนาที่ไม่เคยลองกู้คือสำเนาที่ยังไม่รู้ว่าใช้ได้ [1]
ปิดทางเข้า เปิดยืนยันสองขั้นตอนกับอีเมล VPN และทุกบัญชีที่เข้าถึงระบบสำคัญ แพตช์ระบบที่เปิดสู่อินเทอร์เน็ตก่อน และไม่เปิดบริการรีโมตเดสก์ท็อปสู่อินเทอร์เน็ต [2][1] ใช้บัญชีที่มีสิทธิ์น้อยที่สุดในงานประจำวัน [1]
ฝึกคนให้รู้ทันประตูแรก แรนซัมแวร์มักเริ่มจากอีเมลไฟล์แนบ เว็บปลอมในผลค้นหา หรือสายโทรแอบอ้างเป็นฝ่าย IT ซึ่ง CISA ให้อบรมพนักงานโดยเฉพาะ [1] กติกาง่าย ๆ คือ ไฟล์แนบที่ขอให้เปิดใช้งานเนื้อหาไม่เปิด และไม่มีใครในฝ่าย IT ต้องการรหัสผ่านของคุณ
มีแผนก่อนเกิดเหตุ เขียนขั้นตอนและเบอร์ที่ต้องโทรไว้บนกระดาษ เพราะตอนนั้นคอมพิวเตอร์อาจใช้ไม่ได้ [1][9] ถ้าองค์กรเก็บข้อมูลลูกค้า ต้องรู้ว่าการรั่วไหลต้องแจ้ง สคส. ภายใน 72 ชั่วโมง จึงต้องวางคนรับผิดชอบไว้ล่วงหน้า [22]
ถ้าพลาดไปแล้ว ทำอะไรก่อน
- แยกเครื่องที่ถูกกระทบออกจากเครือข่ายทันที ถอดสายแลนหรือปิด Wi-Fi ถ้าหลายเครื่องให้ตัดที่สวิตช์ และติดต่อกันผ่านโทรศัพท์แทนระบบที่อาจถูกคนร้ายดูอยู่ [1][3]
- อย่าปิดเครื่องถ้าตัดเครือข่ายได้แล้ว เพราะหลักฐานในหน่วยความจำจะหายไป ปิดเครื่องเฉพาะเมื่อตัดเครือข่ายไม่ได้ และอย่าลบไฟล์เรียกค่าไถ่ [1][3]
- แจ้งคนที่ต้องรู้ ผู้บริหาร ผู้ดูแลระบบ และประกันภัยถ้ามี ในไทยแจ้งตำรวจไซเบอร์ที่ 1441 หรือ thaipoliceonline.go.th และ ThaiCERT ผ่านช่องทางของ สกมช. [23][17][4]
- อย่ารีบจ่าย ตรวจที่ No More Ransom ว่ามีตัวถอดรหัสฟรีไหม ทบทวนสำเนาสำรอง ประเมินผลกระทบ แล้วบันทึกการตัดสินใจไว้ [10][7][9]
- ถ้ามีข้อมูลส่วนบุคคลรั่ว ประเมินความเสี่ยงและแจ้ง สคส. ภายใน 72 ชั่วโมง ถ้าเสี่ยงสูงต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลด้วย [22]
- ล้างและสร้างใหม่ก่อนกู้คืน หาจุดเข้าและบัญชีที่ถูกใช้ ติดตั้งระบบใหม่จากต้นฉบับที่สะอาด เปลี่ยนรหัสผ่านทั้งหมด และสแกนสำเนาสำรองก่อนกู้คืน [1][7]
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- คิดว่าฮาร์ดดิสก์ที่เสียบค้างไว้คือสำเนาสำรอง แรนซัมแวร์เข้ารหัสทุกไดรฟ์ที่เชื่อมต่ออยู่ NCSC ย้ำว่าอย่าเสียบอุปกรณ์สำรองค้างไว้ [7]
- คิดว่าคลาวด์ซิงก์คือสำรองข้อมูล ไฟล์ที่ถูกเข้ารหัสจะซิงก์ขึ้นไปทับ ต้องมีสำเนาออฟไลน์หรือเปิดเก็บเวอร์ชันเก่า [1]
- ปิดเครื่องทันทีเพราะตกใจ ทำให้หลักฐานที่ใช้วิเคราะห์หายไป ให้ตัดเครือข่ายก่อน [1][3]
- ลบไฟล์เรียกค่าไถ่เพราะรำคาญ ไฟล์นั้นใช้ระบุสายพันธุ์และหาตัวถอดรหัสฟรีได้ [1]
- จ่ายเพราะคนร้ายสัญญาว่าจะลบข้อมูล NCSC เตือนว่าคนร้ายโกหกเรื่องนี้ และอาจขายข้อมูลต่อแม้จ่ายแล้ว [9]
ใช้ในชีวิตจริงและที่ทำงาน
ที่บ้าน NCSC บอกประชาชนไว้เป็นข้อแรกว่าให้มีสำเนาสำรองออฟไลน์ล่าสุดของไฟล์สำคัญ ภาพครอบครัว เอกสาร และงาน [8] ทำง่าย ๆ ด้วยฮาร์ดดิสก์พกพาหนึ่งตัว คัดลอกเดือนละครั้งแล้วถอดเก็บ ร่วมกับเปิดอัปเดตอัตโนมัติ ไม่เปิดไฟล์แนบที่ไม่คาดคิด และไม่โหลดโปรแกรมเถื่อน [11][6]
ที่ทำงาน ธุรกิจเล็กคือกลุ่มที่เจอแรนซัมแวร์มากที่สุดตามข้อมูล DBIR 2025 [12] องค์กรควรมีแผนรับมือเหตุที่ผู้บริหารอนุมัติ มีสำเนากระดาษ และซ้อมจริง พร้อมกำหนดว่าใครแจ้ง สคส. ใครแจ้งตำรวจ และใครตัดสินใจเรื่องค่าไถ่ [1][9] สำหรับพนักงานทั่วไป หน้าที่มีสองอย่าง คือไม่เปิดประตูให้คนร้าย และรู้ว่าต้องโทรหาใครทันทีเมื่อเห็นไฟล์เรียกค่าไถ่
สำหรับผู้บริหารและเจ้าของกิจการ การตัดสินใจเรื่องจ่ายเป็นของคุณ แต่ NCSC และสมาคมประกันภัยแนะนำให้ทบทวนทางเลือกทั้งหมด ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญและตำรวจ และบันทึกเหตุผลไว้ [9] CISA ยังเตือนว่าการจ่ายให้บางกลุ่มอาจผิดมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ [1]
ถ้าแหล่งข้อมูลเห็นต่าง
- จ่ายหรือไม่จ่าย CISA และ FBI ใช้คำว่า "ไม่แนะนำ" NCSC ใช้คำว่า "ไม่สนับสนุน ไม่รับรอง ไม่ยอมรับ" ส่วนคู่มือของ NCSC ร่วมกับสมาคมประกันภัยยอมรับว่าการตัดสินใจสุดท้ายเป็นของเหยื่อ [1][3][7][9] ทุกแหล่งตรงกันว่าการจ่ายไม่รับประกันอะไร บทนี้จึงสอนว่าไม่แนะนำ และถ้าต้องพิจารณาให้ทำอย่างมีสติตามลำดับ
- ตัวเลขคนที่จ่าย DBIR 2025 ระบุว่า 64% ของเหยื่อไม่จ่าย ขณะที่ Sophos 2025 พบว่า 49% ขององค์กรที่ถูกเข้ารหัสยังจ่าย ตัวเลขวัดคนละกลุ่มคนละวิธี และ Sophos เป็นผู้ขายที่ว่าจ้างสำรวจ จึงเทียบตรงกันไม่ได้ [12][14]
- ปิดเครื่องทันทีดีไหม คำแนะนำพื้นบ้านมักบอกให้ปิดเครื่อง แต่ CISA ให้แยกออกจากเครือข่ายก่อน และปิดเครื่องเฉพาะเมื่อทำอย่างอื่นไม่ได้ [1][3]
- กำหนด 72 ชั่วโมงของ สคส. บทนี้อ้างจากบทสรุปของสำนักงานกฎหมาย ยังไม่ได้ตรวจกับประกาศต้นฉบับ อ่านรายละเอียดกฎหมายได้ในบทข้อมูลส่วนบุคคลและ PDPA [22]
5 จำให้ได้
ทำได้วันนี้
ติ๊กแล้วจำไว้ในเครื่องนี้เท่านั้น
ประโยคจำง่าย
สามสำเนา สองที่เก็บ หนึ่งออฟไลน์
ถอดสายก่อน ไม่ปิดเครื่อง ไม่ลบโน้ต
สำรองไว้ก่อน ไม่ต้องจ่ายใคร
คำศัพท์ในบทนี้
- แรนซัมแวร์ (ransomware)
- มัลแวร์ที่เข้ารหัสไฟล์หรือล็อกระบบจนใช้งานไม่ได้ แล้วเรียกค่าไถ่ มักเป็นเงินคริปโต เพื่อแลกกับกุญแจถอดรหัส [1][8]
- การรีดไถสองชั้น (double extortion)
- คนร้ายขโมยข้อมูลออกไปก่อนเข้ารหัส แล้วขู่ว่าจะเผยแพร่ถ้าไม่จ่าย ทำให้มีสำเนาสำรองก็ยังถูกกดดันได้ บางกรณีขโมยอย่างเดียวโดยไม่เข้ารหัสเลย [1][17]
- จดหมายเรียกค่าไถ่ (ransom note)
- ไฟล์ข้อความที่คนร้ายทิ้งไว้ในทุกโฟลเดอร์ บอกวิธีจ่ายและขู่เส้นตาย CISA แนะนำว่าอย่าลบ เพราะอาจมีข้อมูลที่ใช้ระบุสายพันธุ์และหาตัวถอดรหัส [1]
- หลัก 3-2-1
- เก็บข้อมูล 3 สำเนา บน 2 ชนิดสื่อหรือ 2 ที่เก็บ และอย่างน้อย 1 สำเนาอยู่นอกสถานที่หรือออฟไลน์ เผยแพร่โดย US-CERT ซึ่งอ้างอิงหนังสือของ Peter Krogh [5][6]
- สำเนาสำรองออฟไลน์
- สำเนาที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับเครื่องหรือเครือข่ายตลอดเวลา เช่น ฮาร์ดดิสก์ที่ถอดเก็บ NCSC ย้ำว่าอย่าเสียบอุปกรณ์สำรองค้างไว้ และสแกนก่อนกู้คืน [7]
แหล่งอ้างอิง
ตรวจทานล่าสุด 28 ต.ค. 2569 · ระดับความมั่นใจของเนื้อหา: สูง
- #StopRansomware Guide v3.0 (TLP:CLEAR)
- #StopRansomware Guide (web page)
- Ransomware Response Checklist
- I've Been Hit By Ransomware!
- Data Backup Options
- Prevent malware infection
- Mitigating malware and ransomware attacks (v3.0)
- Ransomware (hub page)
- Guidance for organisations considering payment in ransomware incidents
- About the Project
- Prevention Advice
- 2025 Data Breach Investigations Report (press release)
- The State of Ransomware 2025
- FBI Internet Crime Report 2024
- เอกสารการแจ้งเตือนกรณีการโจมตีจากกลุ่ม Dire Wolf Ransomware (TLP:CLEAR)
- ThaiCERT warns of Dire Wolf ransomware
- Thailand: PDPC's clarification on personal data breach notification
- เว็บไซต์กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.)
คำแนะนำป้องกันและตอบสนองอ่านจากคู่มือ StopRansomware v3.0 และ NCSC โดยตรง ส่วนสถิติจากผู้ขายซอฟต์แวร์เป็นการสำรวจที่มีข้อจำกัด และยังไม่พบตัวเลขแรนซัมแวร์ในไทยจากหน่วยงานทางการ
เนื้อหาเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือการเงินเฉพาะบุคคล ตัวอย่างข้อความ ชื่อบุคคล หน่วยงาน และโดเมนในแบบฝึกเป็นชื่อสมมติ · เนื้อหาตรวจทานตามนโยบายเนื้อหา